เทคนิค Colon Graft

การศัลยกรรมแปลงเพศจากชายเป็นหญิงด้วยเทคนิค Colon Graft

  • ข้อมูลเกี่ยวกับ Colon Vaginoplasty

การปลูกถ่ายผิวหนังจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมักถูกนำมาใช้ในการสร้างโพรงช่องคลอดในการศัลยกรรมแปลงเพศด้วยเทคนิค Non Penile Inversion อย่างไรก็ตาม การปลูกถ่ายผิวหนังจากลำไส้ใหญ่ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่นำมาใช้ในการศัลยกรรมแปลงเพศ ทั้งสำหรับการผ่าตัดครั้งแรกหรือการผ่าตัดแก้ไขในกรณีที่ความลึกของช่องคลอดจากการศัลยกรรมแปลงเพศครั้งแรกยังไม่เป็นที่น่าพอใจ

Colon Vaginoplasty เป็นหัตถการที่มีความ intrusive ซึ่ง intra-abdominal cavity must be entered ผ่านทาง a low transverse abdominal incision (เหมือนแผลผ่าคลอดในผู้หญิง)

colon segment ความยาว 20 ซม. จะถูกเลือกจากลำไส้ใหญ่ส่วนปลายเพื่อนำมาทำการปลูกถ่ายผิวหนัง ปลายด้านหนึ่งของ colon graft จะถูกปิดไว้ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งจะถูกเปิดไว้ก่อนที่จะถูกลำเลียงเข้าไปในโพรงช่องคลอดและเย็บเข้ากับบริเวณปากช่องคลอด

 

  • Colon Vaginoplasty สามารถใช้รักษาภาวะต่าง ๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้

1.Primary Colon Vaginoplasty

(ศัลยกรรมแปลงเพศจากชายเป็นหญิงด้วยการปลูกถ่ายผิวหนังจากลำไส้ใหญ่)

สำหรับการศัลยกรรมแปลงเพศครั้งแรก นายแพทย์เชฏฐวุฒิแนะนำให้คนไข้รับการแปลงเพศด้วยการศัลยกรรมแปลงเพศแบบมาตรฐานมากกว่าการศัลยกรรมแปลงเพศด้วยการใช้ลำไส้ใหญ่เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหรืออาการแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นภายนอกช่องท้องจากการผ่าตัดลำไส้ใหญ่

นายแพทย์เชฏฐวุฒิอาจพิจารณาให้คนไข้รับการศัลยกรรมแปลงเพศด้วยการใช้ลำไส้ใหญ่ได้ หากคนไข้มีคุณสมบัติต่าง ๆ ดังนี้:

  1. อายุน้อยกว่า 45 ปี
  2. น้ำหนักต่ำกว่า 80 กิโลกรัม
  3. ค่าดัชนีมวลกายต่ำกว่า 28

ก่อนการตัดสินใจเลือกการศัลยกรรมแปลงเพศวิธีใดวิธีหนึ่ง คนไข้ควรพิจารณาถึงข้อดีและข้อเสียของแต่ละวิธีอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ต่อไปนี้คือข้อเปรียบเทียบในการศัลยกรรมแปลงเพศครั้งแรก ระหว่างการศัลยกรรมแบบมาตรฐานและการศัลยกรรมด้วยการใช้ลำไส้ใหญ่

  1. ลักษณะอวัยวะภายนอก

เนื่องจากนายแพทย์เชฏฐวุฒิใช้เทคนิค Non Penile Inversion ในการศัลยกรรมแปลงเพศทั้งสองแบบ จึงไม่มีความแตกต่างทางด้านโครงสร้างภายนอกของอวัยวะเพศ (กลีบคลุมปุ่มกระสันและคลิตอริส แคมในและแคมนอก และปากช่องคลอด)

โดยปกติ ศัลยแพทย์จะทำการติด colon graft เข้ากับส่วนของผิวหนังบริเวณปลายปากช่องคลอด (ความลึก 1.5 – 2 นิ้ว) ทำให้เมื่อมองจากภายนอกจะไม่เห็น colon mucosa ที่มีสีแดง ซึ่งจะทำให้อวัยวะเพศดูไม่เป็นธรรมชาติได้

  1. ความลึกช่องคลอด

ศัลยกรรมแปลงเพศแบบมาตรฐาน: 6.5 – 7 นิ้ว

ศัลยกรรมแปลงเพศด้วยการปลูกถ่ายผิวหนังจากลำไส้ใหญ่: 8-9+++ นิ้ว

ข้อเท็จจริง: แม้การศัลยกรรมแปลงเพศด้วยลำไส้ใหญ่จะสามารถให้ช่องคลอดที่มีความลึกมากกว่า แต่ส่วนที่ลึกเกินจากช่วงระยะ 8 นิ้วไปแล้วมักเป็นส่วนที่การมีเพศสัมพันธ์ไม่สามารถเข้าถึงได้เพราะเป็นโครงสร้างช่วงที่โพรงช่องคลอดจะเอียงไปทางด้านบนตามแนวโค้งของกระดูกใต้กระเบนเหน็บ

  1. คุณสมบัติในการหล่อลื่น

ศัลยกรรมแปลงเพศแบบมาตรฐาน: ได้คุณสมบัติการหล่อลื่นจากสารคัดหลั่งที่มาจากต่อม para-urethral gland ที่ถูกรักษาไว้และต่อมคาวเปอร์

ศัลยกรรมแปลงเพศด้วยการปลูกถ่ายผิวหนังจากลำไส้ใหญ่: ได้คุณสมบัติการหล่อลื่นจากสารคัดหลั่งที่มาจากต่อมเมือก ซึ่งปริมาณสารคัดหลั่งที่ออกมาจะแตกต่างกันไป มีได้ตั้งแต่ปริมาณน้อยจนถึงปริมาณมาก

  1. การทำไดเลชั่น

ศัลยกรรมแปลงเพศแบบมาตรฐาน: คนไข้ต้องทำไดเลชั่นเป็นประจำตามตารางที่กำหนดให้เพื่อหลีกเลี่ยงการหดตัวของผิวหนังที่ได้รับการปลูกถ่าย ซึ่งหากผิวหนังหดตัวจะทำให้ความลึกของช่องคลอดลดลงได้

ศัลยกรรมแปลงเพศด้วยการปลูกถ่ายผิวหนังจากลำไส้ใหญ่: คนไข้ต้องทำไดเลชั่นเป็นประจำเช่นกันเพื่อรักษาให้ปากช่องคลอดอยู่ในสภาพดี (ทั้งด้านความลึกและความยืดหยุ่น) โดยเฉพาะบริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างผิวหนังและ colon mucosa

หากคนไข้ที่ศัลยกรรมแปลงเพศด้วยลำไส้ใหญ่ไม่ทำไดเลชั่นตามโปรแกรม ปากช่องคลอดจะแคบลงได้จากการหดตัวของแผลเป็น ทำให้การมีเพศสัมพันธ์หรือการทำไดเลชั่นเป็นไปอย่างยากลำบาก

  1. ผลกระทบต่อผิวหนังและกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง

ศัลยกรรมแปลงเพศแบบมาตรฐาน: ไม่มีผลกระทบ

ศัลยกรรมแปลงเพศด้วยการปลูกถ่ายผิวหนังจากลำไส้ใหญ่: ก่อให้เกิดแผลเป็นแนวนอน (เหมือนแผลผ่าคลอด) และอาจก่อให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องอ่อนแรงจากการผ่าตัดเพื่อเข้าถึงภายในช่องท้อง

  1. ความเสี่ยง/ ภาวะแทรกซ้อน

ศัลยกรรมแปลงเพศแบบมาตรฐาน: ความเสี่ยงต่ำ (ความเสี่ยง/ ภาวะแทรกซ้อนสามารถเกิดขึ้นได้เฉพาะบริเวณอวัยวะเพศเท่านั้น)

ศัลยกรรมแปลงเพศด้วยการปลูกถ่ายผิวหนังจากลำไส้ใหญ่: ความเสี่ยงสูงกว่า (ความเสี่ยง/ ภาวะแทรกซ้อนสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งบริเวณอวัยวะเพศและบริเวณหน้าท้อง)

ตัวอย่างภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นบริเวณหน้าท้อง เช่น การติดเชื้อภายในช่องท้อง ภาวะลำไส้อุดตัน ระบบขับถ่ายเปลี่ยนแปลง และการติดเชื้อที่ผิวหนังบริเวณหน้าท้อง

  1. ราคา

ค่าใช้จ่ายการศัลยกรรมแปลงเพศด้วยลำไส้ใหญ่สูงกว่าแบบมาตรฐานประมาณ 60%

  1. การฟื้นตัว

คนไข้ที่ศัลยกรรมแปลงเพศทั้งสองแบบต้องพักฟื้นที่โรงแรมในเครือของเราอย่างน้อย 25 – 30 วันเพื่อรับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมพยาบาลของเรา หลังจากระยะเวลาดังกล่าว คนไข้สามารถเดินทางกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้

หลังการศัลยกรรมแปลงเพศด้วยลำไส้ใหญ่ คนไข้จะได้รับผ้ารัดหน้าท้องเพื่อช่วยพยุงกล้ามเนื้อและผิวหนังบริเวณหน้าท้องให้แผลสมานกันได้ดีขึ้น คนไข้ต้องสวมผ้ารัดหน้าท้องไว้เป็นระยะเวลาประมาณ 4 สัปดาห์

หมายเหตุ: นายแพทย์เชฏฐวุฒิไม่แนะนำให้คนไข้ศัลยกรรมแปลงเพศครั้งแรกเลือกการศัลยกรรมแปลงเพศด้วยลำไส้ เนื่องจากหากช่องคลอดของคนไข้หดตัวลงจากการทำไดเลชั่นอย่างไม่เพียงพอหรือปัจจัยใด ๆ ก็ตาม คนไข้จะไม่สามารถแก้ไขด้วยการศัลยกรรมแปลงเพศด้วยลำไส้มาแก้ไขช่องคลอดที่หดตัวลงได้

ต่างจากการศัลยกรรมแปลงเพศแบบมาตรฐาน หากคนไข้ประสบปัญหาช่องคลอดหดตัวจากการทำไดเลชั่นไม่เพียงพอหรือปัจจัยใด ๆ ก็ตาม คนไข้สามารถแก้ไขได้ด้วยการศัลยกรรมแปลงเพศด้วยลำไส้เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

2.Secondary colon vaginoplasty

(ศัลยกรรมแปลงเพศด้วยเทคนิคการปลูกถ่ายผิวหนังจากลำไส้ใหญ่สำหรับคนไข้ที่ช่องคลอดตื้นจากการศัลยกรรมแปลงเพศครั้งแรก)

ภาวะช่องคลอดตื้น (ความลึกช่องคลอดต่ำกว่า 4 นิ้ว) ถือว่าเป็นช่องคลอดที่ไม่สามารถใช้งานได้เพราะไม่สามารถรองรับการมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างเป็นปกติ

ช่องคลอดที่เสียไป เป็นอาการที่โพรงช่องคลอดทั้งหมดหดตัวลงในขณะที่ปากช่องคลอดยังดูมีลักษณะปกติ

สาเหตุที่ช่องคลอดตื้นขึ้นหรือเสียไปจากการศัลยกรรมแปลงเพศครั้งแรก อาจเกิดจาก

  1. การสร้างโพรงช่องคลอดในขนาดที่ไม่เหมาะสมหรือผิวหนังที่นำมาปลูกถ่ายในการผ่าตัดไม่เพียงพอ
  2. การสมานแผลภายในช่องคลอดทำไม่ดีจากความล้มเหลวในการปลูกถ่ายผิวหนังหรือการติดเชื้อที่แผล
  3. ความล้มเหลวของคนไข้ในการรักษาความลึกของช่องคลอดเอาไว้จากการไม่ทำไดเลชั่นตามตารางที่กำหนด

การรักษาช่องคลอดที่เสียไปหรือตื้นขึ้นนั้น สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้

  1. ผ่าตัดเอาแผลที่ติดเชื้อออกจากภายในช่องคลอด
  2. สร้างโพรงช่องคลอดใหม่ในขนาดที่เหมาะสม (ความกว้างของช่องคลอด)
  3. ปลูกถ่ายผิวหนังจากลำไส้ใหญ่เพื่อใช้เป็นผิวหนังใหม่ภายในโพรงช่องคลอด

การปลูกถ่ายผิวหนังแบบปกติไม่สามารถนำมาใช้ซ่อมแซมหรือสร้างช่องคลอดใหม่ได้ เพราะผิวหนังปกติจะไม่สามารถสมานตัวและอยู่รอดกับเนื้อเยื่อที่เป็นแผลไปแล้ว ต่างจากการใช้ลำไส้ใหญ่มาปลูกถ่าย เพราะลำไส้ใหญ่ยังมีคุณสมบัติในการไหลเวียนเลือดไปยังบริเวณที่เป็นแผล ทำให้แผลสามารถฟื้นตัวและหายดีได้

จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมการปลูกถ่ายผิวหนังจากลำไส้ใหญ่จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ไขช่องคลอดที่เสียหรือตื้นขึ้น เนื่องจากลำไส้ใหญ่ถือเป็นเนื้อเยื่อคุณภาพดี สามารถนำมาใช้สร้างผนังช่องคลอดใหม่ที่ได้รับทั้งความลึกที่มากกว่าและคุณสมบัติในการหล่อลื่นด้วยตัวเองอีกด้วย

หมายเหตุ: หากคนไข้รับการศัลยกรรมแปลงเพศครั้งแรกด้วยการศัลยกรรมแปลงเพศด้วยลำไส้ คนไข้จะไม่สามารถแก้ไขภาวะช่องคลอดหดตัวลงได้ด้วยการศัลยกรรมแปลงเพศด้วยลำไส้อีก

นายแพทย์เชฏฐวุฒิจึงไม่แนะนำให้คนไข้ศัลยกรรมแปลงเพศครั้งแรกเลือกการศัลยกรรมแปลงเพศด้วยลำไส้ เนื่องจากหากช่องคลอดของคนไข้หดตัวลงจากการทำไดเลชั่นอย่างไม่เพียงพอหรือปัจจัยใด ๆ ก็ตาม คนไข้จะไม่สามารถแก้ไขด้วยการศัลยกรรมแปลงเพศด้วยลำไส้มาแก้ไขช่องคลอดที่หดตัวลงได้

ต่างจากการศัลยกรรมแปลงเพศแบบมาตรฐาน หากคนไข้ประสบปัญหาช่องคลอดหดตัวจากการทำไดเลชั่นไม่เพียงพอหรือปัจจัยใด ๆ ก็ตาม คนไข้สามารถแก้ไขได้ด้วยการศัลยกรรมแปลงเพศด้วยลำไส้เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

3.Colon Vaginoplasty สำหรับผู้หญิง

(เทคนิคการปลูกถ่ายผิวหนังจากลำไส้ใหญ่เพื่อแก้ไขภาวะไม่มีช่องคลอดตั้งแต่กำเนิด)

Colon Vaginoplasty ไม่ได้ถูกจำกัดไว้สำหรับคนไข้ที่ต้องการแปลงเพศอีกต่อไป แต่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับผู้หญิงที่ประสบปัญหาที่พบได้ยากมากอย่างการไม่มีช่องคลอดตั้งแต่กำเนิด หรือที่รู้จักกันในหลาย ๆ ชื่อ เช่น Vaginal Agenesis, Mullerian Agenesis หรือ Mayer-Rokitansky-Kuster-Hauser Syndrome (MRKH)

ความผิดปกตินี้ถูกจัดให้อยู่กลุ่มของภาวะการไม่มีช่องคลอดและมดลูก แต่รังไข่มักทำงานได้ตามปกติ โดยมักมีการตกไข่ร่วมด้วย

เนื่องจากความผิดปกตินี้ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก อาการนี้จึงมักถูกตรวจพบเมื่อเด็กเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นแต่ไม่มีประจำเดือน

แม้ว่าทั้งเทคนิคการปลูกถ่ายผิวหนังแบบปกติหรือการใช้ลำไส้ใหญ่จะสามารถใช้สร้างโพรงช่องคลอดได้เหมือนกัน แต่การปลูกถ่ายผิวหนังจากลำไส้ใหญ่มักให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าสำหรับผู้ป่วยในกลุ่มนี้

ในขณะที่การปลูกถ่ายผิวหนังแบบปกติต้องใช้ผิวหนังจากส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายซึ่งก่อให้เกิดแผลเป็นในพื้นที่ค่อนข้างกว้าง แต่การใช้ลำไส้ใหญ่ก่อให้เกิดแผลเป็นแนวนอนเล็ก ๆ เหมือนแผลผ่าคลอดเท่านั้น

และที่สำคัญ Colon Vaginoplasty ยังมอบคุณสมบัติในการหล่อลื่นและให้ความลึกของช่องคลอดที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตตามปกติของคนไข้ที่ไม่มีช่องคลอดแต่กำเนิดได้อย่างแน่นอน